สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่ไม่ได้เรียกกีฬาฟุตบอลว่า ฟุตบอล แต่กลับมีวิธีเรียกของตัวเองว่า ซอคเกอร์ และหากจะนึกถึงนักเตะจากแดนลุงแซมสักคนที่เคยมาสร้างชื่อบนเวทีพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ หนึ่งในชื่อที่ผุดขึ้นมาในหัวของหลายคนคงหนีไม่พ้น คลินต์ เดมป์ซีย์
เดมป์ซีย์ เกิดเมื่อวันที่ 9 มีนาคม ปี 1983 ที่รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา โดยเส้นทางชีวิตของเขาต้องเจอกับความยากลำบากตั้งแต่เด็ก เมื่อครอบครัวของเขาต้องอาศัยอยู่บนรถเทรลเลอร์ และจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขามุ่งมั่นและเอาจริงเอาจังกับการเล่นฟุตบอล คือ การที่เขาสูญเสียพี่สาวอันเป็นที่รักไปเพราะโรคหัวใจ ฟุตบอลจึงเป็นเหมือนความหวังในการจะพลิกชีวิตของเจ้าตัว
คลินต์ เดมป์ซีย์ เริ่มฉายแววในการเล่นฟุตบอลตั้งแต่สมัยที่อยู่กับอคาเดมีของดัลลัส เท็กซัส ก่อนจะไปเติบโตกับทีมระดับมหาวิทยาลัย อย่าง ฟูร์แมน พาราดินส์
และหลังจากนั้นเขาได้ถูกสโมสรในเมเจอร์ ลีก ซอคเกอร์ อย่าง นิวอิงแลนด์ เรฟโวลูชัน คว้าตัวไปร่วมทัพ และนั่นคือจุดเริ่มต้นในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพของเขา
เดมป์ซีย์ ที่เล่นได้ทั้งตำแหน่งกองหน้าและกองกลาง ยิงไปทั้งหมด 25 ประตู จากการลงสนามจำนวน 71 นัด หลังถูกดึงเข้ามาอยู่กับ นิวอิงแลนด์ เรฟโวลูชัน ซึ่งเขาใช้เวลาไม่นานก็สามารถยึดตำแหน่งตัวหลักของสโมสรแห่งนี้ได้

หลังจากทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในลีกบ้านเกิด โอกาสครั้งใหม่ในต่างแดนของเขาก็เปิดขึ้น เมื่อทาง ฟูแลม ที่เล่นในพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ในเวลานั้น จัดการคว้าตัวเขาเข้ามาเสริมทัพ และถือเป็นโอกาสในการพิสูจน์ฝีเท้าของตัวเอง ในประเทศที่เรียกว่าตัวเอง คือ ต้นตำรับของกีฬาชนิดนี้
เดมป์ซีย์ ใช้เวลาไม่นาน ก็สามารถทำผลงานได้อย่างโดดเด่นและยิงประตูได้มากมาย ซึ่งเรียกได้ว่าเขาน่าจะเป็นแข้งชาวอเมริกันที่ยิงประตูได้มากที่สุดบนเกาะอังกฤษในเวลานั้น นอกจากนั้นเขายังมักจะทำประตูสำคัญ ๆ ให้กับทางฟูแลม และพาทีมที่อาจจะไม่ดังมากนัก ไปคว้ารองแชมป์ถ้วยรองของยุโรป อย่าง ยูโรปา ลีก มาแล้ว
และจากผลงานที่ยอดเยี่ยมกับทัพเจ้าสัวน้อย ทำให้เขาได้มีโอกาสขยับขึ้นไปเล่นให้สโมสรที่ใหญ่ขึ้นอย่าง สเปอร์ โดยเขาย้ายจากฟูแลม มาด้วยค่าตัวราว 9 ล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมกับสัญญา 3 ปี ซึ่งเขายังคงเป็นกำลังสำคัญของทัพไก่เดือยทองในช่วงเวลานั้น
แต่ที่โดดเด่นที่สุดของ คลินต์ เดมป์ซีย์ คือ ผลงานกับทีมชาติสหรัฐอเมริกา ซึ่งเขาเป็นนักเตะที่ติดทีมชาติไปถึง 140 นัด ยิงไป 57 ประตู ซึ่งเคยเป็นสถิติระดับสูงของทีมชาติในเวลานั้น แถมยังเป็นคนที่ยิงประตูได้ในการเล่นฟุตบอลโลกถึง 3 สมัย ทั้งปี 2006, 2010 และ 2014
แต่ทุกการเดินทางย่อมมีวันสิ้นสุด เดมป์ซีย์ ที่อายุมากขึ้นย้ายกลับไปเล่นในบ้านเกิดกับซีแอตเทิล ซาวเดอร์สก่อนจะประกาศแขวนสตั๊ด เมื่อปี 2018 โดยถูกยกย่องว่าเขาคือหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา