ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ ถือเป็นอีกหนึ่งศูนย์หน้าที่แฟนบอลพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ จดจำได้เป็นอย่างดี ในฐานะดาวยิงที่มีลีลาการเล่นสวยงาม เหนือชั้น และมีชั้นเชิงแบบสุดๆ ภาพติดตาของแฟนบอล ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเขาการควบคุมบอลอันนุ่มนวลราวกับจับวาง
ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ เกิดเมื่อวันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 1981 ที่เมืองบลาโกเยฟกราด ประเทศบัลแกเรีย เขาเติบโตในครอบครัวที่ผูกพันกับฟุตบอลอย่างลึกซึ้ง พ่อของเขาเป็นอดีตนักเตะอาชีพ ส่วนแม่ก็เคยเล่นฟุตบอลหญิงมาก่อน นั่นจึงไม่แปลกที่ลูกชายคนนี้จะเติบโตมาพร้อมกับลูกฟุตบอลในมือและฝันที่จะเป็นนักเตะที่ยิ่งใหญ่ตั้งแต่ยังเด็ก
เส้นทางฟุตบอลของเบอร์บาตอฟเริ่มต้นกับสโมสรซีเอสเคเอ โซเฟีย ทีมดังในลีกบัลแกเรีย เขาแจ้งเกิดในทีมชุดใหญ่ตั้งแต่อายุยังน้อย ด้วยทักษะการเล่นที่แตกต่างจากนักเตะบัลแกเรียทั่วไป ความนิ่ง การอ่านเกม และสไตล์ที่เน้นความประณีตมากกว่าพละกำลัง ทำให้เขาโดดเด่นและกลายเป็นดาวรุ่งที่ได้รับความสนใจจากหลายสโมสรในยุโรป โดยในช่วงปลายยุค 90 เขาย้ายไปยังเยอรมนีเพื่อร่วมทีมไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ในบุนเดสลีกา ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในอาชีพของเขา
ที่เลเวอร์คูเซ่น เบอร์บาตอฟใช้เวลาเกือบ 6 ปีในการพัฒนาฝีเท้าจนกลายเป็นหนึ่งในกองหน้าที่น่าจับตามองที่สุดของลีกเยอรมัน เขามีส่วนสำคัญพาทีมเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2001/02 แม้จะพ่ายให้กับเรอัล มาดริด แต่ผลงานส่วนตัวของเขาก็เป็นที่ประจักษ์ ด้วยความสามารถในการครองบอล การจ่ายบอลแบบเฉียบคม และการเคลื่อนไหวที่ชาญฉลาดทำให้หลายทีมในอังกฤษเริ่มให้ความสนใจ และในปี 2006 ก็เป็น ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ก็ตัดสินใจคว้าตัวเขามาร่วมทีม

ที่สเปอร์ เบอร์บาตอฟกลายเป็นขวัญใจแฟนบอลในทันที ด้วยสไตล์การเล่นที่เต็มไปด้วยความอ่อนช้อยแต่ทรงพลัง เขาจับบอลด้วยปลายเท้าได้อย่างนุ่มนวล มีวิสัยทัศน์ยอดเยี่ยมในการสร้างเกมรุก และสามารถจบสกอร์ได้อย่างเฉียบคม เขาจับคู่กับร็อบบี้ คีน ได้อย่างลงตัวจนกลายเป็นหนึ่งในคู่หูแนวรุกที่อันตรายที่สุดของพรีเมียร์ลีกยุคนั้น ผลงานอันโดดเด่นของเขาในฤดูกาล 2007/08 ทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมยักษ์ใหญ่ของอังกฤษตัดสินใจคว้าตัวเขามาร่วมทีมด้วยค่าตัวสูงถึง 30.75 ล้านปอนด์
การย้ายมาสู่ถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ในปี 2008 คือการยกระดับอาชีพของเบอร์บาตอฟไปอีกขั้น ภายใต้การคุมทีมของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เขากลายเป็นกองหน้าที่มีบทบาทสำคัญในการผสมผสานระหว่างเทคนิคและประสบการณ์เข้ากับเกมของยูไนเต็ด เขามีส่วนช่วยทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัย และคว้าแชมป์ลีกคัพ รวมถึงรองแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แม้เขาจะไม่ใช่กองหน้าที่เน้นความเร็วหรือความดุดัน แต่ความนิ่ง ความคิดสร้างสรรค์ และความเฉียบคมในการจบสกอร์ โดยเฉพาะการยิงแฮตทริกในเกมกับลิเวอร์พูลในปี 2010 ที่เขายิงจักรยานอากาศสุดงดงาม ทำให้แฟนบอล “ปีศาจแดง” ไม่มีวันลืมชื่อของเขาได้
หลังจากช่วงเวลาที่ยูไนเต็ด เบอร์บาตอฟย้ายไปฟูแล่มในปี 2012 และยังคงโชว์ฝีเท้าได้อย่างยอดเยี่ยมในช่วงบั้นปลายอาชีพ ก่อนจะไปค้าแข้งที่โมนาโกในฝรั่งเศส และต่อด้วยการปิดฉากอาชีพกับพีเอโอเค ซาโลนิก้า ในกรีซ ก่อนที่เขาจะประกาศแขวนสตั๊ดอย่างเป็นทางการในปี 2019
นอกสนาม เบอร์บาตอฟได้รับการยกย่องว่าเป็นสุภาพบุรุษลูกหนังตัวจริง เขามีบุคลิกสุขุม ไม่ชอบสร้างความขัดแย้ง และมักใช้เวลาในการช่วยเหลือสังคมผ่านมูลนิธิของตนเองที่ช่วยเหลือเด็กยากไร้ในบัลแกเรีย หลังจากเลิกเล่น เขายังทำหน้าที่เป็นนักวิเคราะห์เกมให้กับสื่อ และเป็นแบบอย่างให้กับนักฟุตบอลรุ่นใหม่ในเรื่องของวินัย ความมุ่งมั่น และการเชื่อในสไตล์การเล่นของตัวเอง
ปัจจุบัน ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ ยังคงเป็นหนึ่งในกองหน้าที่ถูกนำมาพูดถึงเรื่อยๆ และยังคงเป็นตำนานนักเตะที่เหมาะสมกับคำว่าศิลปินลูกหนังอย่างแท้จริง