รุย คอสต้า คือหนึ่งในตำนานที่ถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอลโปรตุเกส เขาเป็นนักเตะอัจฉริยะผู้สร้างสรรค์เกมอย่างเหนือชั้น และประสบความสำเร็จมากมายตลอดระยะเวลาที่โลดเล่นในอาชีพค้าแข้ง และปัจจุบันเขายังคงได้รับความไว้วางใจให้รับตำแหน่งประธานสโมสรเบนฟิกา ยักษ์ใหญ่ในโปรตุเกส ต่อเนื่องหลังจาก เข้ารับตำแหน่งนี้มาตั้งแต่ปี 2021
มานูเอล รุย คอสต้า เกิดเมื่อวันที่ 29 มีนาคม ค.ศ. 1972 ที่เมืองลิสบอน ประเทศโปรตุเกส เขาเริ่มต้นเส้นทางฟุตบอลตั้งแต่วัยเพียง 5 ขวบกับทีมเยาวชนเบนฟิก้า สโมสรที่เขารักและผูกพันมาตลอดชีวิต ช่วงวัยเด็กของคอสต้าโดดเด่นอย่างมากในด้านเทคนิค การควบคุมบอล และการมองเห็นเกมที่แตกต่างจากเด็กในรุ่นเดียวกัน เขามักถูกเรียกว่า “O Maestro” หรือ “จอมทัพผู้ควบคุมวงออเคสตรา” เพราะสไตล์การเล่นของเขาเหมือนนักดนตรีที่กำหนดจังหวะให้ทีมทั้งทีม
รุย คอสต้า ได้ประเดิมทีมชุดใหญ่ของเบนฟิก้าในปี ค.ศ. 1991 ภายใต้การคุมทีมของสเวน โกรัน อีริคส์สัน และใช้เวลาไม่นานในการแจ้งเกิดเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงของวงการฟุตบอลโปรตุเกส เขาเป็นหนึ่งในสมาชิก “Golden Generation” ของทีมชาติโปรตุเกส ที่ประกอบด้วย หลุยส์ ฟิโก้, เฟอร์นันโด คูโต และพอลเลตา ช่วยกันพาทีมชาติประสบความสำเร็จตั้งแต่ระดับเยาวชน โดยเฉพาะแชมป์โลกยู-20 ปี 1991 ที่จัดขึ้นในประเทศบ้านเกิดของเขาเอง ซึ่งรุย คอสต้า เป็นคนยิงจุดโทษประตูชัยในรอบชิงชนะเลิศ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของชื่อเสียงที่ส่องประกายไปทั่วยุโรป
หลังจากสร้างชื่อในบ้านเกิด เขาย้ายไปค้าแข้งในอิตาลีกับฟิออเรนตินาในปี ค.ศ. 1994 และที่นั่น เขากลายเป็นหนึ่งในเพลย์เมกเกอร์ที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดในเซเรีย อา จับคู่กับ กาเบรียล บาติสตูต้า ได้อย่างลงตัว รุย คอสต้า เป็นมันสมองของทีมที่พาฟิออเรนตินาคว้าแชมป์โคปปา อิตาเลีย และซูเปอร์โคปปา อิตาเลียในปี 1996 ผลงานอันยอดเยี่ยมของเขาทำให้แฟนบอลชาวฟลอเรนซ์ต่างหลงรักและมองเขาเป็นสัญลักษณ์แห่งความจงรักภักดี เพราะแม้ทีมจะตกชั้น เขาก็ยังเลือกอยู่กับสโมสรต่อไปจนถึงปี 2001

จากนั้น คอสต้าย้ายไปอยู่กับเอซี มิลาน ในปี ค.ศ. 2001 ด้วยค่าตัวราว 42 ล้านยูโร ซึ่งนับว่าสูงมากในเวลานั้น เขาเป็นแกนหลักในยุคทองของมิลานร่วมกับเปาโล มัลดินี่, อันเดรีย ปีร์โล่, คาค่า และอังเดร เชฟเชนโก้ ภายใต้การคุมทีมของคาร์โล อันเชล็อตติ คอสต้ามีบทบาทสำคัญในการพาทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2002/03 รวมถึงแชมป์เซเรีย อา และโคปปา อิตาเลียอีกหลายรายการ การผ่านบอลที่แม่นยำและวิสัยทัศน์ในการสร้างสรรค์เกมของเขาทำให้คู่แข่งต้องหวาดกลัวทุกครั้งที่บอลอยู่กับเท้าของเขา
ในระดับทีมชาติ คอสต้าลงเล่นให้โปรตุเกสกว่า 90 นัด ระหว่างปี 1993 ถึง 2004 เขาเป็นกำลังสำคัญในศึกยูโร 1996, ยูโร 2000 และยูโร 2004 โดยเฉพาะในปี 2000 ที่โปรตุเกสไปถึงรอบรองชนะเลิศ ซึ่งเขามีบทบาทโดดเด่นอย่างมาก ก่อนที่เขาจะประกาศอำลาทีมชาติหลังจบศึกยูโร 2004 ที่บ้านเกิดของเขาเป็นเจ้าภาพ
หลังจากใช้เวลากว่า 13 ปีในอิตาลี เขาตัดสินใจกลับมาเล่นให้เบนฟิก้าในปี ค.ศ. 2006 เพื่อปิดฉากอาชีพในสโมสรที่ให้กำเนิดเขา เขาลงสนามให้เบนฟิก้าอีก 2 ฤดูกาลก่อนแขวนสตั๊ดในปี 2008 ท่ามกลางน้ำตาของแฟนบอลที่เต็มสนามเอสตาดิโอ ดา ลุซ หลังจากนั้นเขาได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของสโมสร ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานสโมสรในปี 2021 ซึ่งปัจจุบันในปี 2025 เขายังคงได้รับความไว้วางใจให้นั่งบริหารทีมต่อเนื่อง
ด้วยเป้าหมายที่จะยกระดับสโมสรให้กลับมายิ่งใหญ่ทั้งในลีกและในยุโรป เขาเป็นผู้นำที่เข้าใจทั้งหัวใจของแฟนบอลและจิตวิญญาณของนักเตะ เพราะเขาเคยผ่านทุกช่วงเวลาในฐานะ “ลูกหม้อ” ของทีม ดังนั้น เบนฟิก้าในยุคของคอสต้าจึงไม่เพียงแต่เป็นทีมที่แข็งแกร่ง แต่ยังเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยความรักและความภักดี