หากพูดถึงนักเตะเอเชีย ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในแผ่นดินยุโรป ชื่อของ ชินจิ คางาวะ คงถูกจัดให้อยู่เบอร์ต้นๆ เขาได้ฝากผลงาน สถิติ และความสำเร็จไว้มากมายกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รวมถึงกับทีมชาติญี่ปุ่น
ชินจิ คางาวะ เกิดเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 1989 ที่เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น เขาเริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่ยังไม่เข้าโรงเรียนและพัฒนาฝีเท้ารวดเร็วเกินเด็กในวัยเดียวกัน เขาถูกจับตามองตั้งแต่ระดับเยาวชน โดยในปี ค.ศ. 2001 เขาเลือกก้าวเข้าสู่ระบบเยาวชนของเซเรโซ โอซาก้า ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้พรสวรรค์ของเขาถูกขัดเกลาอย่างจริงจัง
แม้อายุจะยังน้อย แต่คางาวะกลับโดดเด่นจนถูกดันขึ้นทีมชุดใหญ่ตั้งแต่อายุเพียง 17 ปี พร้อมแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ใช่แค่เด็กฝีเท้าดี แต่เป็นเพชรที่พร้อมจะถูกเจียระไนให้ส่องประกายในระดับโลก ผลงานของเขากับเซเรโซ โอซาก้าโดดเด่นในทันที การจ่ายบอลที่ลื่นไหล ความคล่องตัวในการเลี้ยงบอล และวิธีสร้างสรรค์เกมรุกทำให้เขากลายเป็นหัวใจสำคัญของทีม แม้ยังอายุไม่มาก แต่เขาคือผู้แบกแนวรุกของสโมสรอย่างแท้จริง
ฟอร์มอันโดดเด่นทำให้ยุโรปเริ่มจับตาดูเขา และในปี ค.ศ. 2010 โบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ คือสโมสรที่กล้าคว้าคางาวะไปร่วมทัพในยุคที่เจอร์เก้น คล็อปป์กำลังก่อร่างสร้างทีมดาวรุ่งเพื่อไล่ล่าความสำเร็จ ตอนย้ายมาครั้งแรกแฟนบอลเยอรมันจำนวนไม่น้อยยังไม่รู้จักชื่อของเพลย์เมกเกอร์ร่างเล็กจากเอเชีย แต่คางาวะใช้เวลาไม่นานในการพิสูจน์ว่าเขามีดีมากกว่าที่ทุกคนคิด ความเร็ว ความฉลาดในการวิ่งหาช่อง และการประสานงานกับเพื่อนร่วมทีมทำให้เขากลายเป็นฟันเฟืองสำคัญของดอร์ตมุนด์ และพาทีมคว้าแชมป์บุนเดสลีกา 2 สมัยติด (2011, 2012)

ผลงานที่ยอดเยี่ยมทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตัดสินใจคว้าตัวเขาในปี ค.ศ. 2012 กลายเป็นนักเตะญี่ปุ่นรายแรกในประวัติศาสตร์ที่ย้ายร่วมทัพปีศาจแดงภายใต้การคุมทีมของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน โดยฤดูกาลแรกของเขาที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดเต็มไปด้วยโมเมนต์สำคัญ โดยเฉพาะเกมที่เขาเหมาคนเดียวสามประตูใส่นอริช กลายเป็นนักเตะเอเชียคนแรกที่ทำแฮตทริกในพรีเมียร์ลีก และแม้บทบาทของเขาจะมีขึ้นลงตามระบบการเล่นและสไตล์ของกุนซือในยุคต่อมา แต่คางาวะยังคงเป็นที่รักของแฟนบอล ด้วยทัศนคติในการเล่นและท่าทางถ่อมตัวที่เป็นเอกลักษณ์
หลังจากช่วงเวลาที่ยูไนเต็ด ซึ่งคว้าแชมป์ พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ 2012/13 เขากลับสู่ดอร์ตมุนด์อีกครั้งในปี 2014 และยังคงแสดงให้เห็นถึงความสำคัญในแดนกลาง แม้จะต้องเจออาการบาดเจ็บ คางาวะยังคงเป็นภาพจำของเพลย์เมกเกอร์ที่เล่นฟุตบอลด้วยไอเดียและความละเอียดอ่อนแบบศิลปินมากกว่าแรงปะทะ นักเตะเอเชียในยุโรปจำนวนมากมองเขาเป็นต้นแบบ
เส้นทางค้าแข้งช่วงท้ายของคางาวะผ่านหลายสโมสรทั้งเบซิกตัส, เรอัล ซาราโกซ่า, พีเอโอเค และการกลับไปเล่นในประเทศบ้านเกิดกับเซเรโซ โอซาก้าอีกครั้ง แม้ประสิทธิภาพในสนามจะลดลงตามวัย แต่เขายังคงได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักเตะเอเชียที่ประสบความสำเร็จที่สุดในยุโรป ส่วนในสีเสื้อทีมชาติญี่ปุ่น คางาวะรับใช้ชาติไปกว่า 90 นัด ยิงประตูสำคัญมากมาย และเป็นกำลังหลักของ “ซามูไรบลู” ในฟุตบอลโลกหลายสมัย เขาคือสัญลักษณ์ของยุคสมัยที่ฟุตบอลญี่ปุ่นก้าวสู่ความเป็นสากลอย่างแท้จริง
นี่คือนักเตะเอเชียที่สามารถก้าวขึ้นสู่เวทีสูงสุดของฟุตบอลได้อย่างสง่างาม เชื่อวาชื่อของเขาจะยังคงถูกพูดถึงในฐานะหนึ่งในนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย