ร็อบบี ซาเวจ – ตำนานกองกลางพันธุ์แห่งพรีเมียร์ ลีก

หากจะพูดถึงหนึ่งในกองกลางที่มีสไตล์การเล่นที่ดุดันในอดีตของฝั่งพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ชื่อของ ร็อบบี ซาเวจ น่าจะเป็นหนึ่งในนักเตะที่แฟนบอลรู้จักกันดี ด้วยสไตล์การเล่นที่เน้นหนักหน่วงและเข้าบอลแบบถึงลูกถึงคนจนทำให้ฝ่ายตรงข้ามต้องขวัญผวา

ร็อบบี ซาเวจ เกิดที่เมืองเร็กซ์แฮม ประเทศเวลส์ เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ปี 1974 โดยเขาเริ่มต้นเล่นฟุตบอลกับทีมเยาวชนของสโมสรในท้องถิ่นอย่าง บริกฟิลด์ เรนเจอร์ส และ เล็กซ์ เอ็กซ์ไอ ก่อนที่จะได้มีโอกาสไปพัฒนาฝีเท้ากับสโมสรยักษ์ใหญ่ของพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อปี 1991 ซึ่งในเวลานั้นเขาถูกดึงตัวเขาไปในสมัยที่เขายังเล่นในตำแหน่งกองหน้า

หลังจากนั้นเขาได้กลายเป็นหนึ่งในขุมกำลังของอคาเดมีแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชุดรวมแข้งสุดแสบที่คว้าแชมป์เอฟเอ ยูธ คัพ มาได้ เมื่อปี 1992

และทำให้เขาได้เซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพฉบับแรกของตัวเองกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างไรก็ตามหลังจากนั้น เขาไม่เคยได้รับโอกาสลงเล่นให้กับทีมชุดใหญ่ของทีมปีศาจแดงแม้แต่เกมเดียว และเจ้าตัวได้ตัดสินใจย้ายทีมเพื่อโอกาสลงสนามที่มากขึ้น โดยเลือกย้ายไป ครูว์ อเล็กซานดรา เมื่อปี 1994

ซึ่งหลังจากย้ายมาอยู่กับสโมสรแห่งนี้ เขาได้เปลี่ยนตำแหน่งของตัวเองจากกองหน้ามาเป็นตำแหน่งกองกลางแทน และเรียกได้ว่ามีส่วนสำคัญในการยกระดับผลงานของสโมสรแห่งนี้อย่างมาก ด้วยกาพาทีมเข้ารอบเพลย์ออฟเลื่อนชั้นของดิวิชันสอง และสามารถพาทีมเลื่อนชั้นสู่ดิวิชันสองได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร เมื่อปี 1997

ร็อบบี ซาเวจ - ตำนานกองกลางพันธุ์แห่งพรีเมียร์ ลีก

หลังจากนั้นเขาได้ยื่นข้อขึ้นบัญชีขายกับสโมสรเพื่อย้ายไปเล่นกับทีมที่ใหญ่กว่า โดยเขาได้ตัดสินใจก้าวไปข้างหน้ากับทางสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ในยุคของ มาร์ติน โอนี ที่ตอนนั้นโลดแล่นอยู่บนลีกสูงสุด ด้วยค่าตัว 400,000 ปอนด์ เมื่อปี 1997 โดยเขาใช้เวลาอยู่กับสโมสรแห่งนี้ 5 ปี และเริ่มกลายเป็นนักเตะที่ทีมพึ่งพาได้ พร้อมกับถูกพูดถึงมากขึ้นในวงกว้างเกี่ยวกับสไตล์การเล่นที่สุดแสนจะดุดันของเขา และเขาสามารถพาทีมคว้าแชมป์ ลีก คัพ ได้ 1 สมัยด้วย

แต่หลังจากนั้น เลสเตอร์ ซิตี้ ต้องตกชั้นลงไปเล่นในลีกรอง หลังจบฤดูกาล 2001-02 เขาก็ได้ย้ายไปเล่นให้กับเบอร์มิงแฮม ซิตี้ ด้วยค่าตัว 1.25 ล้านปอนด์ ก่อนจะคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของสโมสรแห่งนี้ เมื่อปี 2003 แต่หลังจากนั้นเขาได้ขอย้ายทีมเพื่อกลับไปเล่นกับสโมสรที่อยู่ใกล้บ้านเกิดที่เร็กซ์แฮม มากขึ้น เพื่อดูแลพ่อแม่ และได้ย้ายไปเล่นให้กับ แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส ในช่วงกลางฤดูกาล เมื่อเดือนมกราคม ปี 2005

โดยเขาเข้ามาอยู่กับทีมกุหลาบไฟพร้อมกับภารกิจที่สำคัญอย่างการพาทีมหนีตกชั้น ก่อนจะทำได้สำเร็จ แถมยังมีโบนัสด้วยการพาทีมเข้ารอบรองชนะเลิศเอฟเอ คัพ ด้วย แต่สุดท้ายก็พ่ายให้กับ อาร์เซนอล ในรอบดังกล่าว

จากนั้นเขาเริ่มอายุมากขึ้น และอยู่รับใช้แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส เป็นเวลา 3 ปี ก่อนจะย้ายไปดาร์บี เคาน์ตี และไปเล่นกับไบรตันในช่วงสั้น ๆ ด้วยสัญญายืมตัว ก่นจะประกาศแขวนสตั๊ดกับดาร์บี เคาน์ตี เมื่อปี 2011

หลังจากนั้นเมื่อปี 2019 เขาสร้างความฮือฮา ด้วยการกลับมาค้าแข้งอีกครั้งกับสโมสรในลีกเล็ก ๆ อย่าง สต็อกพอร์ต ทาวน์ แต่ก็ลงเล่นให้กับทีมนี้ไปแค่นัดเดียว ก่อนจะกลับไปแขวนสตั๊ดอย่างเป็นทางการ

เรียกได้ว่าแม้ปัจจุบันเขาจะเลิกเล่นฟุตบอล และหันไปรับงานผู้จัดการทีมแล้ว แต่แฟนบอลหลาย ๆ คน น่าจะไม่ลืมความดุดันในสนามของเขาอย่างแน่นอน