โคลด มาเกเลเล ถือเป็นตำนานมิดฟิลด์ตัวรับทีมชาติฝรั่งเศส ที่แฟนบอลทั่วโลกต่างยกย่อง แม้ไม่ใช่นักเตะที่ยิงประตูถล่มทลาย หรือมีลีลาให้แฟนบอลต้องอ้าปากค้าง แต่เขาคือนักเตะที่ทำให้ทีมเล่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทุกจังหวะการสกัด การยืนตำแหน่ง และการอ่านเกมของเขา คือแรงขับเคลื่อนพาทีมไปสู่ความสำเร็จ
โคลด มาเกเลเล เกิดเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1973 ที่กรุงคินชาซา ประเทศคองโก ก่อนจะย้ายไปเติบโตในฝรั่งเศสตั้งแต่ยังเด็ก เขาเริ่มต้นเล่นฟุตบอลในระดับเยาวชนกับสโมสรเบรสต์ และแสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ที่โดดเด่นในด้านแท็กติกและความเข้าใจเกม แม้จะรูปร่างไม่สูงใหญ่นัก แต่เขามีจังหวะเข้าปะทะที่เด็ดขาดและมีไหวพริบเฉียบคม จนถูกดึงเข้าสู่ระบบอาชีพกับน็องต์ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 และที่นั่นเองเขาได้เรียนรู้การเล่นเกมรับในแดนกลางอย่างละเอียด และกลายเป็นกำลังหลักช่วยให้น็องต์คว้าแชมป์ลีกเอิงในฤดูกาล 1994/95 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางอันยิ่งใหญ่
ในปี 1997 เขาย้ายไปเซลต้า บีโก้ ในลาลีกา สเปน และเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากสไตล์การเล่นที่เน้นความแน่นอน ความนิ่ง และความทุ่มเทเต็มร้อยทุกนาทีในสนาม ผลงานของเขาเตะตาโค้ชหลายคน และในที่สุด เรอัล มาดริด สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งสเปนก็ตัดสินใจดึงตัวมาร่วมทีมในปี 2000
ช่วงเวลาที่เขาอยู่กับ “ราชันชุดขาว” คือยุคที่สโมสรเต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์อย่าง ซีเนดีน ซีดาน, หลุยส์ ฟิโก้, โรนัลโด้ และราอูล กอนซาเลซ และท่ามกลางชื่อเสียงของเหล่าดาวดัง มาเกเลเล กลับเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ทีมสมบูรณ์ เขาเป็นคนที่คอยเก็บกวาด เก็บบอลจากแดนหลัง แจกจ่ายให้เพื่อน และปิดช่องว่างของแนวรับอย่างมีประสิทธิภาพ

มาเกเลเลช่วยให้เรอัล มาดริดคว้าแชมป์ลาลีกา 1 สมัย และยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 1 สมัย ก่อนที่ในปี 2003 เขาตัดสินใจอำลาสโมสร หลังรู้สึกไม่ได้รับการยกย่องเท่าที่ควรจากฝ่ายบริหาร ซึ่งในเวลาต่อมาซีดานได้เคยกล่าวถึงการปล่อยตัวมาเกเลเลว่า “ทำให้มาดริดเสียสมดุลในทีมอย่างมหาศาล เราเอารถยนต์เฟอร์รารี่มาวิ่งโดยไม่มีน้ำมัน” ประโยคนี้เพียงพอที่จะบอกได้ว่า มาเกเลเล นั้นมีคุณค่าเพียงใด
หลังออกจากมาดริด มาเกเลเลย้ายมาสู่พรีเมียร์ลีกกับเชลซีในยุคของโรมัน อับราโมวิช และกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่เปลี่ยนแปลงทีมอย่างแท้จริง ภายใต้การคุมทีมของโฆเซ่ มูรินโญ่ เขาคือหัวใจของแผงมิดฟิลด์ที่ช่วยให้เชลซีครองความยิ่งใหญ่ในลีกอังกฤษได้อย่างรวดเร็ว การยืนตำแหน่งที่ชาญฉลาด ความเข้าใจในจังหวะเกม และการแย่งบอลอย่างแม่นยำ ทำให้เขากลายเป็นคนที่ทีมจะขาดไม่ได้ เชลซีในยุคนั้นคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัย (2004/05 และ 2005/06) แชมป์เอฟเอ คัพ 1 สมัย และลีกคัพอีก 2 สมัย ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนมีอิทธิพลจากปิดทองหลังพระของมาเกเลเล
ในระดับทีมชาติฝรั่งเศส เขาลงเล่นไปทั้งหมด 71 นัด ระหว่างปี 1995 ถึง 2008 และเป็นกำลังสำคัญในทีมที่เข้าชิงฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมนี แม้สุดท้ายฝรั่งเศส จะพ่ายอิตาลีไปในการดวลจุดโทษ แต่เขาก็เป็นคู่หูในแดนกลางกับปาทริก วิเอร่า ที่สมดุลและแข็งแกร่งที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์ทัพตราไก่
หลังจากแขวนสตั๊ดในปี 2011 กับปารีส แซงต์-แชร์กแมง มาเกเลเลได้หันเหสู่เส้นทางโค้ช เขาเริ่มจากตำแหน่งผู้ช่วยโค้ชและที่ปรึกษา ก่อนจะได้รับบทบาทสำคัญในการพัฒนาเยาวชนของสโมสรชื่อดังหลายแห่ง ทั้ง เปแอสเช, สวอนซี ซิตี้ และอูเปน ในลีกเบลเยียม ซึ่งปัจจุบัน มาเกเลเล ยังคงมีอิทธิพลในวงการฟุตบอลยุคใหม่ โดยแฟนบอลมักนำเอาชื่อของนักเตะที่เล่นในตำแหน่งนี้ หลายคนมาเปรียบเทียบกับ มาเกเลเล
ด้วยผลงาน และฟอร์มการเล่นที่ มาเกเลเล ได้ทิ้งเอาไว้สมัยยังค้าแข้ง ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านี่คือหนึ่งในมิดฟิลด์ตัวรับ ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก