บูเดอร์ไวน์ เซนเดน – ตำนานริมเส้นทีมชาติดัตช์ แข้งสารพัดประโยชน์ที่ทีมใหญ่ต้องมี

บูเดอไวน์ เซนเดน ถือเป็นหนึ่งในตำนานนักฟุตบอลที่มีฝีเท้าหลากหลาย สามารถลงเล่นได้หลายตำแหน่ง เรียกได้ว่าเป็นแข้งสารพัดประโยชน์ที่อยู่กับทีมใหญ่ และประบความสำเร็จมากมาย

บูเดอไวน์ เซนเดน เกิดเมื่อ 15 สิงหาคม 1976 ที่เมือง แมสทริชต์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ เส้นทางของเซนเดนเริ่มต้นตั้งแต่เยาวชน โดยครั้งหนึ่งเขาเคยฝึกเล่นยูโดควบคู่กับฟุตบอล ทว่าพอเข้าอายุ 16 ปี เขาตัดสินใจทุ่มเทให้กับฟุตบอลอย่างจริงจัง และปฏิเสธทางสายยูโดอย่างเด็ดขาด

เขาเริ่มต้นกับสโมสรเยาวชนของ พีเอสวี ไอน์โฮเฟน หลังจากย้ายมาจากสโมสร แมสทริชต์ และไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเมื่อเซนเดนได้โอกาสก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในปี 1993 ขณะที่อายุเพียง 17 ปี และใช้เวลาไม่นานในการยึดตำแหน่งปีกซ้ายอย่างแข็งแกร่ง

ฤดูกาล 1996/97 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอาชีพเซนเดน เมื่อเขามีบทบาทสำคัญช่วยให้ พีเอสวี คว้าแชมป์ลีกสูงสุดของเนเธอร์แลนด์ และด้วยฟอร์มอันโดดเด่นนั้นเองทำให้ได้รับรางวัล “Dutch Football Talent of the Year 1997” อีกด้วย

หลังจากนั้น เซนเดนยังทำผลงานได้อย่างต่อเนื่องกับ พีเอสวี ก่อนตัดสินใจย้ายออกไปอีกขั้นของชีวิตนักเตะในปี 1998 ซึ่งย้ายไปยังสโมสรยักษ์ใหญ่ในประเทศสเปนกับ บาร์เซโลนา ภายใต้การคุมทีมของกุนซือชาวดัตช์อย่าง หลุยส์ ฟาน กัล ซึ่งเวลานั้นมีนักเตะดัตช์รวมทีมกันหลายราย และแม้โอกาสลงสนามอาจไม่มาก เพราะตำแหน่งปีกซ้ายหลักเป็นของเพื่อนร่วมชาติอย่าง มาร์ก โอเวอร์มาร์ แต่เซนเดน ก็ทำได้ดีเมื่อถูกดันไปเล่นเป็นฟูลแบ๊กด้านซ้ายแทน เขามีส่วนช่วยให้บาร์ซ่าคว้าแชมป์ลีกลา ลีกา ฤดูกาล 1998/99 ได้สำเร็จ แม้ปีต่อมาฟอร์มของเขาจะค่อย ๆ ลดลงจนโอกาสในการลงเป็นตัวจริงเริ่มจำกัดลงเรื่อย ๆ จากการเปลี่ยนแปลงโค้ช ส่งผลให้เขาตัดสินใจย้ายออกในปี 2001 เพื่อค้นหาโอกาสใหม่ในอังกฤษ

การเดินทางในอังกฤษเริ่มต้นกับ เชลซี ในปี 2001 โดยเชลซี จ่ายค่าตัวราว 7.5 ล้านปอนด์เพื่อคว้าตัวเซนเดนเข้าทีม แม้จะเปิดตัวได้ดี แต่ปัญหาอาการบาดเจ็บและการแข่งขันภายในทีมทำให้เขาไม่ได้ครองตำแหน่งตัวจริงอย่างถาวร ตลอดสองฤดูกาลกับเชลซี เขาลงเล่นทั้งหมด 43 นัดในลีก และยิงได้ 4 ประตู แต่ก็ถือว่าเป็นช่วงที่ได้สัมผัสฟุตบอลอังกฤษแบบเต็มตัว

บูเดอร์ไวน์ เซนเดน - ตำนานริมเส้นทีมชาติดัตช์ แข้งสารพัดประโยชน์ที่ทีมใหญ่ต้องมี

หลังจากนั้นในฤดูกาล 2003/04 เซนเดนถูกส่งไปให้ มิดเดิลสโบรห์ ยืมตัว และที่นั่นเขากลับคืนชีพในฐานะนักเตะตัวจริงอย่างเต็มตัว โดยเฉพาะบทบาท “ฮีโร่” เมื่อลงเล่นในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วยลีกคัพฤดูกาล 2003/04 และยิงประตูสำคัญช่วยให้มิดเดิลสโบรห์คว้าแชมป์แรกในประวัติศาสตร์สโมสร และหลังจากหมดสัญญายืมตัว เซนเดนย้ายถาวรไปมิดเดิลสโบรห์ในปี 2004 ซึ่งในฤดูกาลนั้นเขาลงเล่นแทบครบทุกเกมในลีก คือ 36 เกมจาก 38 นัด พร้อมทั้งยิงได้ 5 ประตู และได้รับเลือกจากแฟนบอลให้เป็น “Player of the Year” ของสโมสร ถือเป็นการกลับมาที่ยิ่งใหญ่หลังจากช่วงเวลาที่ยากลำบากกับเชลซี

ในปี 2005 เซนเดนย้ายสู่ ลิเวอร์พูล ยอดทีมของพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ เขาถูกใช้งานเป็นตัวเลือกอันหลากหลาย ทั้งปีกซ้าย กองกลาง และแม้แต่แบ็กซ้าย ภายใต้การคุมทีมของ ราฟาเอล เบนิเตซ ซึ่งช่วงแรกเขาทำได้ดี โดยมีส่วนช่วยให้ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 2005 และ แชมป์เอฟเอ คอมมูนิตี ชิลด์ 2006 แต่โชคร้ายเกิดขึ้นเมื่อเขาบาดเจ็บหนักที่หัวเข่าในเดือนธันวาคม 2005 ทำให้ต้องพักยาวทั้งฤดูกาล แม้จะกลับมาในฤดูกาล 2006/07 แต่โอกาสลงสนามลดน้อยลง อย่างไรก็ตาม หนึ่งในช่วงเวลาที่ยังคงถูกจดจำคือการที่เขาได้ลงเล่นในรอบรองชนะเลิศแชมเปียนส์ลีก 2007 เกมที่พบกับอดีตต้นสังกัดอย่างเชลซี และยิงจุดโทษในช่วงดวลจุดโทษช่วยให้ลิเวอร์พูลผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ แม้ท้ายที่สุด “หงส์แดง” จะพ่ายให้กับเอซี มิลานในรอบชิงฯ ก็ตาม

หลังจากหมดสัญญากับลิเวอร์พูล เซนเดนตัดสินใจย้ายไปเล่นในลีกเอิงช่วงปี 2007–2009 กับ มาร์กเซย์ แม้จะได้โอกาสลงสนามพอสมควร แต่เขาไม่สามารถทวงตำแหน่งตัวจริงได้อย่างสม่ำเสมอ และหลังจากนั้นในวัยอันใกล้จะเกษียณ เซนเดนยังกลับคืนสู่วงการพรีเมียร์ลีกอีกครั้งด้วยการเซ็นสัญญากับ ซันเดอร์แลนด์ ในปี 2009 ที่ซึ่งเขามักถูกใช้งานเป็นตัวสำรอง และแม้ว่าโอกาสลงตัวจริงอาจไม่บ่อยนัก แต่เซนเดนก็ยังมีช่วงเวลาที่พอจดจำได้ เช่น การยิงลูกวอลเลย์ด้วยเท้าซ้ายช่วยให้ซันเดอร์แลนด์ชนะในเกมที่เจอกับอดีตต้นสังกัดอย่างสิงโตน้ำเงินคราม ก่อนจะประกาศแขวนสตั๊ดในปี 2011 หลังสิ้นสุดฤดูกาลกับซันเดอร์แลนด์

ในระดับทีมชาติ เซนเดนคือหนึ่งในขุนพลของของ เนเธอร์แลนด์ ที่แฟนบอลจดจำได้จากความเร็ว ความอึด และความเก่งกาจทั้งการขึ้นเกมรุกและการช่วยเกมรับ เขาได้รับใช้ทีมชาติระหว่างปี 1997–2004 ด้วยจำนวน 54 นัด และยิงได้ 7 ประตู

หลังแขวนสตั๊ด เซนเดนยังไม่ห่างฟุตบอลไปไกลนัก ในปี 2012 เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมของเชลซี ภายใต้การนำของราฟาเอล เบนิเตซ ก่อนจะย้ายไปเป็นผู้ช่วยโค้ชของชุดพีเอสวี ชุดเยาวชน ในปี 2013 และอยู่ถึงปี 2015

นี่คืออีกหนึ่งนักเตะชื่อดัง ที่สามารถลงเล่นได้หลายตำแหน่ง รวมถึงได้ร่วมกับทีมระดับท็อปอย่าง พีเอสวี, บาร์เซโลนา, เชลซี และลิเวอร์พูล แม้จะไม่ใช่ดาวเด่นที่สร้างชื่อจากการยิงประตูมากมาย แต่เขาก็ได้รับการจดจำในฐานะนักเตะที่เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จ