ชื่อของ เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ ถือเป็นตำนานนักฟุตบอลที่มีทั้งคนรัก และคนเกลียดมากมาย เนื่องจากความเกรียนของเขาที่ยียวนแฟนบอล แต่ขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในดาวยิงที่ฝากผลงานเอาไว้มากมาย และยังเป็นศูนย์หน้าที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งของพรีเมียร์ลีก
เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ เกิดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 1984 ที่ประเทศโตโก ในครอบครัวที่มีฐานะยากจน ช่วงวัยเด็กของเขาเต็มไปด้วยความลำบาก ครั้งหนึ่งเขาเคยเล่าว่า ตลอดสามปีแรกของชีวิต เขาแทบเดินไม่ได้เนื่องจากปัญหาด้านการเจริญเติบโตของร่างกาย ประกอบกับสภาพความยากจน ทำให้ครอบครัวไม่สามารถพาเขาไปรักษายอ่างเหมาะสมได้ แต่โชคชะตากลับพาให้เขาได้พบฟุตบอลในท้องถิ่น และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาค่อย ๆ ฟื้นกำลังขา กลับมาแข็งแรงเดินได้ปกติ ทำให้เขาเริ่มรักในกีฬาลูกหนังอย่างจริงจัง
เส้นทางฟุตบอลของอเดบายอร์เริ่มต้นกับสโมสรเยาวชนในเมืองบ้านเกิด ก่อนที่เขาจะถูกแมวมองของเมตซ์ จากฝรั่งเศสดึงตัวไปร่วมทีม และนั่นคือใบเบิกทางสู่เวทีใหญ่ของยุโรป
ในปี ค.ศ. 2003 อเดบายอร์ เปิดตัวในลีกเอิงกับเมตซ์ ในช่วงเวลาที่สโมสรยังคงสู้หนีตกชั้น เขาโชว์ฝีเท้าได้อย่างโดดเด่น ในฤดูกาล 2002/03 เขายิงไป 15 ประตูจาก 40 นัด ทำให้ถูกโมนาโกคว้าตัวไปร่วมล่าประตูในปี ค.ศ. 2004 และเพียงไม่นานเขาก็ได้สัมผัสประสบการณ์ระดับยุโรปอย่างยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการแจ้งเกิดอย่างเต็มตัว ความสูง 191 เซนติเมตร ประกอบกับความเร็วและความแข็งแกร่ง ทำให้อเดบายอร์กลายเป็นกองหน้าสมัยใหม่ที่พร้อมสร้างความปั่นป่วนให้กองหลังในทุกจังหวะ โดยในฤดูกาล 2004/05 ลงสนามไป 50 นัด ยิงไป 14 ประตู

จุดเปลี่ยนสำคัญมาถึงในปี ค.ศ.2006 เมื่ออาร์เซนอลของ อาร์แซน เวนเกอร์ ดึงเขามาร่วมทีม และนี่คือช่วงเวลาที่ชื่อของอเดบายอร์โด่งดังไปทั่วพรีเมียร์ลีก เขาทำประตูได้ต่อเนื่อง สร้างความลำบากให้คู่แข่งในทุกเกม โดยฤดูกาล ค.ศ. 2007/08 คือปีทองของเขาอย่างแท้จริง ทำไปถึง 30 ประตูรวมทุกรายการ พร้อมคว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมของแอฟริกาประจำปีอีกด้วย ทำให้ อเดบายอร์กลายเป็นขุนพลสำคัญของ “ปืนใหญ่” อย่างแท้จริง
แต่ฟุตบอลไม่เคยหยุดนิ่ง ปี 2009 เขาย้ายสู่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พร้อมสร้างหนึ่งในโมเมนต์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในประวัติพรีเมียร์ลีก เมื่อเขาวิ่งดีใจตลอดสนามต่อหน้าแฟนบอลอาร์เซนอลหลังยิงใส่ทีมเก่า ภาพนั้นกลายเป็นสัญลักษณ์ของความดุเดือดในเส้นทางอาชีพของเขา และสะท้อนนิสัยที่ตรงไปตรงมาของอเดบายอร์อย่างชัดเจน หลังจากนั้นเขามีช่วงเวลาทั้งดีและแปรผันกับเรอัล มาดริด, ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์, คริสตัล พาเลซ และอิสตันบูล บาซัคเซเฮียร์ ก่อนแขวนสตั๊ด ในปี 2020 ในที่สุด กับ โอลิมเปีย ในลีกปารากวัย
ส่วนทีมชาติโตโก อเดบายอร์คือสัญลักษณ์แห่งความหวัง เขาพาทีมผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2006 ซึ่งถือเป็นประวัติศาสตร์ของชาติ เขาเป็นดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติ และเป็นผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนในบ้านเกิดนับไม่ถ้วน แม้ต้องเผชิญเหตุการณ์สุดสะเทือนขวัญกับทีมชาติในปี ค.ศ. 2010 แต่เขาก็กลับมาเล่นต่อด้วยหัวใจอันแข็งแกร่ง
ชีวิตหลังฟุตบอลของอเดบายอร์ยังคงเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ เขายังคงประกาศตัวเป็นแรงสนับสนุนด้านกีฬาให้เด็กแอฟริกา และใช้เวลาเดินทางสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คน อีกทั้งยังเป็นแบบอย่างของนักสู้ที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา
นี่คือเรื่องราวของ เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ ศูนย์หน้าผู้เป็นทั้งฮีโร่ ที่ฝากผลงานไว้มากมาย และมีคนที่เกลียดชังเขาในฐานะนักเตะที่ยียวน กวนประสาทกับพฤติกรรมของเขา ที่เคยสะเทือนพรีเมียร์ลีกครั้งหนึ่ง