เวสลีย์ ชไนจ์เดอร์ คือหนึ่งในเพลย์เมกเกอร์ที่ดีที่สุดของทีมชาติเนเธอร์แลนด์ เขาโดดเด่นด้วยเท้าขวาอันทรงพลัง การจ่ายบอลที่แม่นยำ และวิสัยทัศน์ในการสร้างสรรค์เกมรุกระดับโลก ช่วงพีคของเขาเคยถูกยกให้เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลก และเกือบคว้ารางวัลบัลลงดอร์ในปีที่เขาประสบความสำเร็จสูงสุดในอาชีพ
เวสลีย์ ชไนจ์เดอร์ เกิดเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ค.ศ. 1984 ที่เมืองอูเทรคต์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ ครอบครัวของเขามีความเกี่ยวข้องกับฟุตบอลอย่างลึกซึ้ง พ่อของเขาเคยเป็นนักฟุตบอลสมัครเล่น ส่วนพี่ชายอย่าง เจฟฟรี ชไนจ์เดอร์ และน้องชายอย่าง รอดนีย์ ชไนจ์เดอร์ ก็เป็นนักฟุตบอลอาชีพเช่นกัน ทำให้เวสลีย์เติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมที่ฟุตบอลเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตั้งแต่วัยเด็ก
พรสวรรค์ของเขาปรากฏชัดตั้งแต่อายุยังน้อย และทำให้เขาได้เข้าสู่ระบบเยาวชนของ อาแจ็กซ์ สโมสรยักษ์ใหญ่ของเนเธอร์แลนด์ที่มีชื่อเสียงด้านการพัฒนาดาวรุ่ง ชไนจ์เดอร์ใช้เวลาหลายปีในการฝึกฝนในอะคาเดมีของอาแจ็กซ์ ก่อนจะได้รับโอกาสขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในปี ค.ศ. 2002 ด้วยวัยเพียง 18 ปี
ในช่วงเวลาที่อาแจ็กซ์ ชไนจ์เดอร์พัฒนาอย่างรวดเร็ว เขากลายเป็นกำลังสำคัญในแดนกลางของทีม ด้วยสไตล์การเล่นที่ผสมผสานทั้งความคิดสร้างสรรค์และการยิงไกลที่อันตราย ฤดูกาล 2003–04 เขามีบทบาทสำคัญในการช่วยทีมคว้าแชมป์เอเรดิวิซี และยังกลายเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่ได้รับการจับตามองมากที่สุดในยุโรป
ผลงานที่โดดเด่นทำให้เขาได้รับความสนใจจากสโมสรยักษ์ใหญ่หลายแห่ง และในปี ค.ศ. 2007 เขาก็ย้ายไปร่วมทีม เรอัล มาดริด ด้วยค่าตัวประมาณ 27 ล้านยูโร ที่ซานติอาโก เบร์นาเบว ชไนจ์เดอร์เริ่มต้นได้อย่างยอดเยี่ยม เขายิงประตูได้ตั้งแต่นัดแรกในลาลีกา และช่วยทีมคว้าแชมป์ลีกสเปนในฤดูกาล 2007–08 อย่างไรก็ตาม หลังจากสโมสรมีการปรับโครงสร้างทีมและคว้าซูเปอร์สตาร์เข้ามาหลายคน ทำให้บทบาทของเขาลดลง และในปี ค.ศ. 2009 เขาก็ตัดสินใจย้ายทีมอีกครั้ง

การย้ายไปเล่นให้กับ อินเตอร์ มิลาน กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาชีพของชไนจ์เดอร์ ภายใต้การคุมทีมของ โจเซ มูรินโญ เขากลายเป็นหัวใจสำคัญในเกมรุกของอินเตอร์ทันที ฤดูกาล 2009–10 ถือเป็นปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา เมื่อชไนจ์เดอร์มีบทบาทสำคัญในการพาทีมคว้า “ทริปเปิลแชมป์” ได้แก่ เซเรีย อา, โคปปา อิตาเลีย และยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร
ฟอร์มอันยอดเยี่ยมในปีนั้นทำให้เขาถูกยกให้เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลก และมีชื่อเข้าชิงรางวัล บัลลงดอร์ อย่างไรก็ตาม เขาจบอันดับที่สี่ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากแฟนบอลจำนวนมากที่เชื่อว่าเขาควรได้อันดับที่สูงกว่านั้น
ในระดับทีมชาติ ชไนจ์เดอร์เป็นกำลังสำคัญของทีมชาติเนเธอร์แลนด์ มาอย่างยาวนาน โดยช่วงเวลาที่โดดเด่นที่สุดคือฟุตบอลโลกปี ค.ศ. 2010 ที่แอฟริกาใต้ เขายิงไป 5 ประตูและเป็นหนึ่งในดาวซัลโวของทัวร์นาเมนต์ พร้อมพาทีมชาติเนเธอร์แลนด์ทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ แม้สุดท้ายจะพ่ายให้กับ สเปนแต่ผลงานของชไนจ์เดอร์ก็ได้รับคำชมอย่างมาก
หลังจากประสบความสำเร็จกับอินเตอร์หลายปี เขาย้ายไปเล่นกับ กาลาตาซาราย ในปี ค.ศ. 2013 และยังคงเป็นผู้เล่นสำคัญของทีมในลีกตุรกี เขาช่วยทีมคว้าแชมป์ซูเปอร์ลีกและกลายเป็นขวัญใจแฟนบอล ก่อนจะย้ายไปเล่นช่วงท้ายอาชีพกับ นีซ และ อัล การาฟา
ในปี ค.ศ. 2019 เวสลีย์ ชไนจ์เดอร์ประกาศแขวนสตั๊ด ปิดฉากอาชีพนักฟุตบอลที่ยาวนานเกือบสองทศวรรษ โดยเขาลงเล่นให้ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ถึง 134 นัด ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ติดทีมชาติมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ
แม้อาชีพของเขาจะไม่ได้ยาวนานในระดับสูงสุดเท่ากับนักเตะบางคน แต่ช่วงพีคของชไนจ์เดอร์ถือว่ายอดเยี่ยมอย่างแท้จริง เขาเป็นเพลย์เมกเกอร์ที่สามารถเปลี่ยนเกมได้ด้วยการจ่ายบอลเพียงครั้งเดียว และยังเป็นผู้นำในสนามที่มีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จของทั้งสโมสรและทีมชาติ