เป็นอีกหนึ่งอดีตนักเตะชื่อดังระดับโลกที่น่าจดจำ สำหรับ ซามีร์ นาสรี เพลย์เมกเกอร์จอมเทคนิก และเต็มไปด้วยพรสวรรค์ของทีมชาติฝรั่งเศส ซึ่งเส้นทางอาชีพของเขามีทั้งความสำเร็จ และปัจจัยหลายที่มีผลต่อการค้าแข้ง
ซามีร์ นาสรี เกิดเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ.1987 ที่เมืองมาร์กเซย ประเทศฝรั่งเศส ในครอบครัวผู้อพยพเชื้อสายแอลจีเรีย ฟุตบอลคือส่วนหนึ่งของชีวิตตั้งแต่วัยเด็ก เขาเติบโตท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไม่ง่ายนักในย่านชานเมืองทางตอนใต้ของฝรั่งเศส แต่พรสวรรค์ด้านลูกหนังที่ฉายแววตั้งแต่ยังเล็กทำให้เขาได้เข้าสู่ระบบเยาวชนของโอลิมปิก มาร์กเซย ตั้งแต่อายุเพียง 9 ปี ก่อนจะค่อย ๆ พัฒนาฝีเท้าจนกลายเป็นหนึ่งในเพลย์เมกเกอร์ดาวรุ่งที่ถูกจับตามองมากที่สุดของประเทศ
นาสรีประเดิมสนามให้ทีมชุดใหญ่ของมาร์กเซยในฤดูกาล 2004/05 ขณะอายุเพียง 17 ปี และเริ่มสร้างชื่อเสียงอย่างจริงจังในฤดูกาล 2006/07 ซึ่งเขากลายเป็นแกนหลักในเกมรุกของทีม ด้วยสไตล์การเล่นที่เน้นเทคนิค การครองบอลที่เหนียวแน่น การจ่ายบอลเฉียบคม และการเลี้ยงบอลในพื้นที่แคบได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้เขาถูกยกให้เป็น “ซีเนอดีน ซีดาน คนใหม่” ของวงการฟุตบอลฝรั่งเศสในช่วงเวลานั้น ฤดูกาลดังกล่าว นาสรีลงสนามในลีกเอิง 34 นัด ยิงได้ 5 ประตู และคว้ารางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของฝรั่งเศส
ฟอร์มที่โดดเด่นทำให้อาร์เซนอล ตัดสินใจคว้าตัวเขาไปร่วมทีมในปี ค.ศ.2008 ด้วยค่าตัวราว 15 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่าสูงสำหรับนักเตะอายุน้อยในยุคนั้น ภายใต้การคุมทีมของอาร์แซน เวนเกอร์ นาสรีได้รับอิสระในเกมรุก และค่อย ๆ ปรับตัวเข้ากับฟุตบอลพรีเมียร์ลีกที่ใช้พละกำลังและความเร็วสูง เขากลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นคนสำคัญของ “ปืนใหญ่” โดยเฉพาะฤดูกาล 2010/11 ที่ทำผลงานได้ดีที่สุด ยิงไป 15 ประตูจากทุกรายการ รวมถึงการยิงประตูสุดสวยหลายครั้งจนถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษ

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างนาสรีกับอาร์เซนอลไม่ได้จบลงอย่างสวยงามนัก เขาตัดสินใจย้ายไปแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในปี ค.ศ.2011 เพื่อไล่ล่าความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น การย้ายทีมครั้งนี้ถูกวิจารณ์อย่างหนักจากแฟนบอลอาร์เซนอล แต่ในแง่ฟุตบอล นี่คือการตัดสินใจที่ประสบความสำเร็จ นาสรีเป็นส่วนหนึ่งของทีมแมนฯ ซิตี้ ที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2011/12 อันเป็นตำนาน ซึ่งจบลงด้วยประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บของเซร์คิโอ อเกวโร แม้เขาจะไม่ใช่ฮีโร่ในวันนั้น แต่ตลอดฤดูกาล นาสรีมีบทบาทสำคัญในเกมรุก ลงสนามในลีก 30 นัด ยิงได้ 6 ประตู
ในช่วงเวลาที่เอติฮัด สเตเดียม นาสรีคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอีกสมัยในฤดูกาล 2013/14 รวมถึงลีกคัพ 2 สมัย อย่างไรก็ตาม เขาต้องเผชิญกับการแข่งขันภายในทีมที่สูงขึ้น และฟอร์มการเล่นที่ไม่สม่ำเสมอ ทำให้บทบาทของเขาค่อย ๆ ลดลงในช่วงหลัง ก่อนจะถูกปล่อยยืมตัวไปเล่นให้กับเซบีญาในฤดูกาล 2016/17 ซึ่งเป็นช่วงที่เขากลับมาเล่นฟุตบอลได้อย่างมีอิสระอีกครั้ง และมีส่วนช่วยให้เซบีญาคว้าแชมป์ยูโรปาลีก
แต่เส้นทางอาชีพของนาสรีกลับสะดุดอย่างรุนแรง เมื่อเขาถูกแบนจากวงการฟุตบอลจากกรณีละเมิดกฎต่อต้านสารกระตุ้น หลังเข้ารับการรักษาทางการแพทย์ที่ไม่ได้รับอนุญาต ส่งผลให้เขาห่างหายจากสนามเป็นเวลานาน และเมื่อกลับมาอีกครั้ง ฟอร์มและสภาพร่างกายก็ไม่เหมือนเดิม เขาย้ายไปเล่นให้เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในปี ค.ศ.2019 ก่อนจะปิดฉากอาชีพค้าแข้งในเวลาต่อมา
ในระดับทีมชาติ นาสรีติดทีมชาติฝรั่งเศสชุดใหญ่ 41 นัด ยิงได้ 5 ประตู เขาเป็นหนึ่งในนักเตะที่มีพรสวรรค์สูง แต่ก็ถูกพูดถึงเรื่องทัศนคติและปัญหานอกสนามอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะเหตุการณ์ขัดแย้งกับสื่อและเพื่อนร่วมทีมในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์ของเขาในทีมชาติ
ตลอดอาชีพค้าแข้ง นาสรีลงเล่นในระดับสโมสรมากกว่า 500 นัด ยิงได้ราว 90 ประตู และทำแอสซิสต์จำนวนมาก ซึ่งไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ซามีร์ นาสรี คือหนึ่งในนักเตะฝรั่งเศสที่มีพรสวรรค์ทางเทคนิคสูงที่สุดในยุคหนึ่ง