ฌิบริล ซิสเซ – ดาวยิงที่มีพร้อมทั้งความเร็ว และการจบสกอร์ แต่โชคร้ายเจ็บหนัก

ฌิบริล ซิสเซ คือหนึ่งในกองหน้าที่มีชีวิตค้าแข้งสุดดราม่า และน่าจดจำที่สุดคนหนึ่งของโลกฟุตบอล ทั้งยังเป็นดาวที่มีฝีเท้าครบเครื่อง ทั้งความเร็ว และการจบสกอร์

ฌิบริล ซิสเซ เกิดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ.1981 ที่เมืองอาร์ลส์ ประเทศฝรั่งเศส ในครอบครัวผู้อพยพเชื้อสายไอวอรีโคสต์ ฟุตบอลคือส่วนหนึ่งของชีวิตตั้งแต่วัยเด็ก และความเร็วจัดจ้านรวมถึงสัญชาตญาณกองหน้าที่โดดเด่น ทำให้ชื่อของเขาถูกจับตามองตั้งแต่อายุยังน้อย

ซิสเซ เติบโตจากอะคาเดมีของ โอแซร์ สโมสรที่ขึ้นชื่อเรื่องการปั้นนักเตะ โดยมี กี รูซ์ เป็นผู้ปลุกปั้นอย่างใกล้ชิด เขาประเดิมสนามชุดใหญ่ในปี ค.ศ.1998 และใช้เวลาไม่นานก็กลายเป็นกองหน้าตัวหลักของทีม ด้วยสไตล์การเล่นที่เน้นความเร็ว การโจมตีพื้นที่ว่าง และการจบสกอร์ที่เฉียบขาด เขายิงประตูเป็นกอบเป็นกำในลีกเอิง และกลายเป็นดาวซัลโวของลีกเอิง 2 สมัยติดต่อกันในฤดูกาล 2001/02 และ 2003/04 โดยฤดูกาลหลังเขาทำได้ถึง 26 ประตูในลีก ซึ่งเป็นตัวเลขที่ทำให้บรรดายักษ์ใหญ่ยุโรปหันมามองอย่างจริงจัง

ผลงานกับ โอแซร์ ไม่เพียงทำให้เขาโด่งดัง แต่ยังนำความสำเร็จมาสู่สโมสรด้วย โดยเฉพาะการคว้าแชมป์ Coupe de France ในปี ค.ศ.2003 ซึ่ง ซิสเซ เป็นกำลังหลักในแนวรุก ก่อนที่ในช่วงซัมเมอร์ปี ค.ศ.2004 ลิเวอร์พูล จะตัดสินใจคว้าตัวเขาไปร่วมทีมด้วยความหวังให้เป็นกองหน้าคนใหม่ของถิ่นแอนฟิลด์

การย้ายมาสู่พรีเมียร์ลีกถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตค้าแข้งของ ซิสเซ เขาเริ่มต้นได้อย่างน่าประทับใจ ยิงประตูได้ตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาล 2004/05 แต่แล้วโชคชะตาก็เล่นตลก เมื่อเขาประสบอุบัติเหตุขาหักอย่างรุนแรงในเกมลีกกับแบล็กเบิร์น โรเวอร์ส ในเดือนตุลาคม ค.ศ.2004 อาการบาดเจ็บครั้งนั้นเกือบทำให้เส้นทางอาชีพของเขาเกือบสิ้นสุดลง อย่างไรก็ตาม ด้วยหัวใจนักสู้ ซิสเซ ฟื้นตัวกลับมาได้อย่างน่าทึ่ง และมีส่วนร่วมกับลิเวอร์พูลในช่วงท้ายฤดูกาล

ฌิบริล ซิสเซ - ดาวยิงที่มีพร้อมทั้งความเร็ว และการจบสกอร์ แต่โชคร้ายเจ็บหนัก

แม้จะไม่ได้เป็นตัวหลักตลอดฤดูกาล แต่ ซิสเซ ก็เป็นหนึ่งในสมาชิกทีมลิเวอร์พูลชุดแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ค.ศ.2005 รวมถึงแชมป์เอฟเอ คัพ และยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ ในปีเดียวกัน โดยเฉพาะนัดชิงเอฟเอ คัพ ค.ศ.2006 กับเวสต์แฮม ยูไนเต็ด เขาลงมาเป็นตัวสำรองและยิงประตูสำคัญ ช่วยให้ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ในเกมที่ถูกขนานนามว่าเป็นหนึ่งในรอบชิงชนะเลิศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ถ้วยนี้

หลังจากนั้น ซิสเซ ย้ายไปเล่นให้กับ มาร์กเซย, ซันเดอร์แลนด์, พานาธิไนกอส, ลาซิโอ และสโมสรอื่น ๆ อีกหลายแห่งในยุโรปและตะวันออกกลาง แม้ฟอร์มการเล่นจะไม่สม่ำเสมอเหมือนช่วงพีค แต่เขายังคงแสดงให้เห็นถึงความอันตรายในฐานะกองหน้าที่พร้อมสร้างความแตกต่างได้เสมอ โดยเฉพาะกับ พานาธิไนกอส ที่เขาทำผลงานโดดเด่น คว้าแชมป์กรีซ คัพ และแชมป์ซูเปอร์ลีกกรีซ ในฤดูกาล 2009/10 พร้อมเป็นดาวซัลโวของทีมในลีก

ในระดับทีมชาติ ซิสเซ ติดทีมชาติฝรั่งเศสทั้งหมด 41 นัด ยิงได้ 9 ประตู เขาเป็นหนึ่งในขุมกำลังของทีมชุดรองแชมป์ฟุตบอลโลก ค.ศ.2006 แม้จะไม่ได้เป็นตัวหลัก แต่การได้อยู่ในทีมชุดนั้นถือเป็นความสำเร็จสูงสุดในระดับชาติของเขา น่าเสียดายที่ในนัดอุ่นเครื่องก่อนฟุตบอลโลก ค.ศ.2006 เขาประสบอาการขาหักอีกครั้ง ซึ่งทำให้พลาดโอกาสลงสนามในทัวร์นาเมนต์อย่างเต็มรูปแบบ

ตลอดอาชีพค้าแข้ง ฌิบริล ซิสเซ ลงเล่นในระดับสโมสรไปมากกว่า 500 นัด ยิงประตูรวมเกิน 200 ประตู คว้าแชมป์รายการสำคัญทั้งในฝรั่งเศส อังกฤษ และกรีซ ซึ่งไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าเขาคือหนึ่งในนักเตะที่มีหัวใจแข็งแกร่งที่สุด ผ่านทั้งจุดสูงสุดและต่ำสุดของชีวิตลูกหนังมาอย่างครบถ้วน

ฌิบริล ซิสเซ จึงถูกจดจำในฐานะกองหน้าผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา นักเตะที่เปลี่ยนความเจ็บปวดให้กลายเป็นแรงผลักดัน