สมาพันธ์วอลเลย์บอลแห่งเอเชีย (AVC) ประกาศข่าวดีสำหรับแฟนวอลเลย์บอลไทย หลังยืนยันอย่างเป็นทางการผ่านเพจเฟซบุ๊ก AVC – Asian Volleyball Confederation ว่า การแข่งขันวอลเลย์บอลสโมสรหญิงชิงแชมป์เอเชีย รายการ “AVC Women’s Champions League 2026” ที่จะจัดขึ้นในประเทศไทย จะมีตัวแทนจากไทยเข้าร่วมแข่งขันมากถึง 3 ทีม นับเป็นโอกาสสำคัญที่วงการลูกยางไทยจะได้แสดงศักยภาพต่อสายตาแฟนกีฬาทั่วทวีปเอเชีย
สำหรับ 3 สโมสรจากไทยที่ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ ประกอบด้วย “สุพรีม ทิพย ชลบุรี อี.เทค” แชมป์ไทยลีก ฤดูกาล 2025 ซึ่งรับบทเป็นเจ้าภาพของการแข่งขัน, “นครราชสีมา คิวมินซี วีซี” แชมป์ไทยลีก ฤดูกาล 2026 ที่ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมเพิ่มเติมแทนทีมจากเกาหลีใต้ที่ถอนตัว และ “ฮารุดอทชลบุรี ราชมงคลธัญบุรี วีซี” รองแชมป์ไทยลีก ฤดูกาล 2026 ซึ่งเข้ามาแทนสโมสรจากคูเวตที่ประกาศถอนตัวเช่นกัน
การแข่งขันรายการนี้จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 26–30 เมษายน 2569 ที่ MCC Hall ภายในศูนย์การค้าเดอะมอลล์ บางกะปิ กรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสถานที่จัดการแข่งขันในร่มที่ได้มาตรฐาน และเคยรองรับอีเวนต์กีฬาระดับนานาชาติมาแล้วหลายรายการ คาดว่าจะมีแฟนวอลเลย์บอลทั้งชาวไทยและต่างชาติเดินทางเข้าชมอย่างคึกคัก

นอกจาก 3 สโมสรจากประเทศไทยแล้ว ยังมีทีมชั้นนำจากหลากหลายประเทศเข้าร่วมการแข่งขัน อาทิ สโมสรจากเอสวี ลีก ประเทศญี่ปุ่น, ปักกิ่ง อาร์กติก โอเชี่ยน จากประเทศจีน, ฟูลาด เซปาฮาน วีซี จากประเทศอิหร่าน, ซูทิตซู แชมป์เก่าจากปาเลา และ บันดุง บีเจบี จากประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งแต่ละทีมล้วนมีประสบการณ์และศักยภาพสูง ทำให้การแข่งขันในปีนี้ถูกจับตามองว่าจะเป็นหนึ่งในทัวร์นาเมนต์ที่เข้มข้นที่สุดของเอเชีย
ทั้งนี้ แฟนวอลเลย์บอลสามารถติดตามและร่วมเชียร์ตัวแทนจากไทยทั้ง 3 ทีมได้อย่างใกล้ชิด โดยการแข่งขันจะเต็มไปด้วยความเข้มข้น เร้าใจ และเป็นเวทีพิสูจน์ศักยภาพของสโมสรไทยในระดับทวีปอย่างแท้จริง ซึ่งหากทีมจากไทยสามารถทำผลงานได้ดี ก็มีโอกาสสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการวอลเลย์บอลไทยในเวทีเอเชียอีกครั้ง
สำหรับประเทศไทย ได้รับสิทธิ์การเป็นเจ้าภาพรายการนี้แทน เมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ เนื่องจากเกาหลีใต้ นั้นไม่ผ่านมาตรฐานการจัดการแข่งขันตามเกณฑ์ที่ สมาพันธ์วอลเลย์บอลแห่งเอเชีย กำหนดหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความไม่พร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งในเรื่องที่พัก การเดินทาง และสนามแข่งขันที่ยังไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ขณะเดียวกัน ระบบบริหารจัดการในระดับท้องถิ่นก็ถูกประเมินว่าขาดประสิทธิภาพ และไม่สามารถรองรับงานด้านโลจิสติกส์ที่มีความซับซ้อนได้