เดเมียน ดัฟฟ์ คือหนึ่งในนักฟุตบอลที่แฟนฟุตบอลพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ น่าจะจดจำได้เป็นอย่างดี เขาเป็นนักเตะริมเส้นที่อันตรายรวดเร็ว ดุดัน และเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น และเป็นกำลังสำคัญของทีมชาติไอร์แลนด์ในยุคที่สามารถต่อกรกับชาติลูกหนังระดับทวีปได้อย่างสูสี
เดเมียน แอนโทนี ดัฟฟ์ เกิดเมื่อวันที่ 2 มีนาคม ค.ศ. 1979 ที่กรุงดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ เขาเติบโตในครอบครัวชนชั้นแรงงาน และเริ่มต้นเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุยังน้อย ด้วยความเร็วและความคล่องตัวที่โดดเด่น ทำให้เขาได้รับการจับตามองตั้งแต่ระดับเยาวชน ก่อนจะได้เข้าร่วมอคาเดมีของ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส สโมสรในอังกฤษ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางอาชีพอย่างแท้จริง
ดัฟฟ์ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของแบล็คเบิร์นในช่วงปลายทศวรรษ 1990 และเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากฟอร์มอันเร้าใจในตำแหน่งปีกซ้าย เขาเป็นนักเตะที่กล้าเลี้ยง กล้าลุย และไม่เกรงกลัวกองหลังคู่แข่ง ความสามารถดังกล่าวช่วยให้แบล็คเบิร์นมีเกมรุกที่หลากหลาย และในฤดูกาล 2001/02 ดัฟฟ์มีส่วนสำคัญในการพาทีมคว้าแชมป์ลีกคัพ อังกฤษ ซึ่งถือเป็นความสำเร็จระดับเมเจอร์รายการแรกในชีวิตนักเตะของเขา
ผลงานอันโดดเด่นกับแบล็คเบิร์นทำให้ เชลซี ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นยุคสร้างทีมใหม่ คว้าตัวดัฟฟ์ไปร่วมทัพในปี ค.ศ. 2003 การย้ายสู่ถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ถือเป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่ในอาชีพ และเขาก็สามารถยืนหยัดในทีมที่เต็มไปด้วยดาวดังได้ทันที ภายใต้การคุมทีมของ เคลาดิโอ รานิเอรี และต่อมาคือ โชเซ มูรินโญ ดัฟฟ์กลายเป็นตัวเลือกหลักในแนวรุก ด้วยความขยัน วิ่งไม่มีหมด และการทำงานเพื่อทีมอย่างแท้จริง

ช่วงเวลาที่เชลซีถือเป็นยุคทองของเดเมียน ดัฟฟ์ เขามีส่วนร่วมในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ 2 สมัยติดต่อกันในฤดูกาล 2004/05 และ 2005/06 รวมถึงแชมป์ลีกคัพ และเอฟเอ คัพ อีกหลายรายการ แม้บทบาทอาจไม่ได้โดดเด่นในแง่ตัวเลขการทำประตูเมื่อเทียบกับสตาร์รายอื่น แต่คุณค่าของดัฟฟ์อยู่ที่ความสมดุลของทีม การช่วยเกมรับ และการสร้างพื้นที่ให้เพื่อนร่วมทีม ซึ่งเป็นสิ่งที่มูรินโญให้ความสำคัญอย่างมาก
หลังอำลาเชลซีในปี ค.ศ. 2006 ดัฟฟ์ย้ายไปเล่นให้กับ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด และต่อด้วย ฟูแลม ซึ่งเขายังคงรักษามาตรฐานการเล่นที่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะกับฟูแลม ดัฟฟ์เป็นหนึ่งในกำลังหลักที่พาทีมสร้างผลงานยอดเยี่ยมในฟุตบอลยุโรป และผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า ยูโรปา ลีก ฤดูกาล 2009/10 แม้สุดท้ายจะพลาดแชมป์ แต่เส้นทางดังกล่าวก็เป็นหนึ่งในความทรงจำสำคัญของสโมสรและตัวเขาเอง
ในระดับทีมชาติ เดเมียน ดัฟฟ์ ลงเล่นให้ไอร์แลนด์มากกว่า 100 นัด และเป็นกำลังหลักในทัวร์นาเมนต์สำคัญหลายรายการ โดยเฉพาะฟุตบอลโลก 2002 ที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งไอร์แลนด์สามารถผ่านเข้าถึงรอบน็อกเอาต์ได้สำเร็จ ดัฟฟ์ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักเตะที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับแฟนบอลไอริช ด้วยทัศนคติการเล่นที่ไม่ยอมแพ้ และความทุ่มเทในทุกครั้งที่ลงสนาม
หลังแขวนสตั๊ด เดเมียน ดัฟฟ์ ยังไม่ห่างหายจากวงการฟุตบอล เขาก้าวเข้าสู่บทบาทโค้ชและผู้พัฒนานักเตะเยาวชนในประเทศบ้านเกิด ถ่ายทอดประสบการณ์จากพรีเมียร์ลีกและเวทียุโรปให้กับนักเตะรุ่นใหม่ ด้วยความหวังที่จะยกระดับฟุตบอลไอร์แลนด์ในระยะยาว ชื่อของเดเมียน ดัฟฟ์ จึงไม่ใช่เพียงอดีตปีกความเร็วสูงเท่านั้น แต่ยังเป็นไอคอนของฟุตบอลไอร์แลนด์ ในฐานะหนึ่งในตำนานลูกหนังจนถึงปัจจุบัน