โฟลเรียน เวียร์ต – เพลเยอร์เมกเกอร์อนาคตไกลของทัพอินทรีเหล็ก

ฟุตบอลในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไรที่เหล่ามักจะได้เห็นข่าวเหล่าแข้งดาวรุ่งอายุน้อยที่พร้อมจะก้าวขึ้นมาโชว์ฝีเท้าให้แฟน ๆ ได้เห็น

ซึ่งหนึ่งในนักเตะในยุคใหม่ที่ได้รับการยกย่องว่าจะกลายเป็นหนึ่งในแข้งชั้นนำระดับแนวหน้าของโลก คงหนีไม่พ้น โฟลเรียน เวียร์ตซ์ เพลย์เมกเกอร์ดีกรีทีมชาติเยอรมนี จากสโมสรลิเวอร์พูล ทีมดังแห่งพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ

โดยล่าสุด โฟลเรียน เวียร์ตซ์ เพิ่งจะโชว์ความสามารถอันน่าทึ่งอีกครั้งเมื่อเขามีส่วนร่วมกับทั้ง 4 ประตู ในเกมอุ่นเครื่องที่ เยอรมนี เอาชนะ สวิตเซอร์แลนด์ไป 4-3 ซึ่งเกมนี้ เวียร์ตซ์ ทำ 2 แอสซิสต์ให้เพื่อน และยิงเองอีก 2 ประตู

โฟลเรียน เวียร์ตซ์ เกิดที่เมืองพูลเฮม ประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ปี 2003 โดยเขาเริ่มต้นจากการเป็นแข้งเยาวชนของเอฟซี โคโลญจ์ ก่อนที่ผลงานที่โดดเด่นตั้งแต่เด็ก ทำให้เขาถูก ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน ดึงตัวไปร่วมทัพ ซึ่งถือเป็นการทำลายสัญญาลูกผู้ชายกันระหว่างสโมสร เพราะก่อนหน้านี้ทั้งสองทีมมีข้อตกลงลูกผู้ชายกันว่าจะไม่ฉกเด็กเยาวชนของกันและกัน

เวียร์ตซ์ ไปอยู่กับทัพห้างขายยาตั้งแต่อายุแค่ 16 ปี ก่อนที่จะสามารถสอดแทรกขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของ ไบเออร์เลเวอร์คูเซน และลงเล่นในเกมบุนเดสลีกา เยอรมนี ครั้งแรกด้วยวัยแค่ 17 ปีเท่านั้น

โฟลเรียน เวียร์ต - เพลเยอร์เมกเกอร์อนาคตไกลของทัพอินทรีเหล็ก

ด้วยสไตล์การเล่นที่ทำได้ดีทั้งการเลี้ยงบอล, การจ่ายทะลุช่องสุดเฉียบคม และการตัดสินใจในจังหวะสำคัญที่เฉียบขาด ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่ถูกจับตามองไปทั่วโลกตั้งแต่ยังเด็ก

อย่างไรก็ตาม ปี 2022 เขาต้องเจอกับอุปสรรคครั้งใหญ่ในการค้าแข้ง เมื่อเขาได้รับบาดเจ็บหนักที่เข่า และทำให้ต้องพักไปหลายเดือน

แต่สุดท้ายเขาก็กลับมาได้ และยังคงทำผลงานได้ดีด้วย แม้ว่าจะห่างหายไปนาน แถมไม่ได้เสียความมั่นใจอะไรไปเลย และสุดท้ายเขากลายเป็นกำลังสำคัญของเลเวอร์คูเซน ในยุคของ ชาบี อลอนโซ ที่สร้างเซอร์ไพรส์คว้าแชมป์บุนเดสลีกา เยอรมนี มาครองได้สำเร็จแบบไร้พ่าย

หลังจากนั้นเขาได้ถูกเรียกตัวไปติดทีมชาติเยอรมนี และถูกมองว่าเขาจะกลายเป็นคีย์แมนคนสำคัญในอนาคตของทัพอินทรีเหล็กที่เริ่มเข้าสู่ยุคของการเปลี่ยนถ่าย เมื่อนักเตะตัวเก๋าหลายคนก็ถึงเวลาต้องอำลาทีมไป

ตอนนี้เรื่องทักษะของโฟลเรียน เวียร์ตซ์ นั้น คงไม่มีใครสงสัยในความยอดเยี่ยมของเขาแล้ว ทีนี้ก็เหลือเพียงแค่ต้องมาติดตามกันว่าเขาจะยืนระยะในการทำผลงานได้ดีแบบสม่ำเสมอได้มากแค่ไหน เพื่อที่จะกลายเป็นนักเตะระดับโลกคนต่อไป