ทีมชาติอังกฤษ ถือเป็นอีกหนึ่งทีมที่มีผลงานไม่ธรรมดาในการแข่งขันหลาย ๆ ทัวร์นาเมนต์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยผู้ที่เป็นตัวหลักของทัพสิงโตคำรามในตำแหน่งผู้รักษาประตู คือ จอร์แดน พิกฟอร์ด ที่ยึดครองหน้าที่นี้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
จอร์แดน พิกฟอร์ด เกิดเมื่อวันที่ 7 มีนาคม ปี 1994 ที่ไทน์แอนด์เวียร์ ประเทศอังกฤษ และเขาเป็นแฟนตัวยงของทัพแมวดำ ซันเดอร์แลนด์ มาตั้งแต่เด็ก
แน่นอนว่าด้วยความรักในสโมสรแห่งนี้ เขาได้เข้าร่วมทีมอคาเดมีของซันเดอร์แลนด์ ตั้งแต่อายุแค่ 8 ขวบ และค่อย ๆ พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องในตำแหน่งผู้รักษาประตู
พิกฟอร์ด ได้รับการเซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรกของตัวเองกับสโมสรแห่งนี้ เมื่อปี 2011 ด้วยวัย 17 ปี โดยช่วงแรกนั้นเขายังไม่ได้เล่นให้กับทีมชุดใหญ่ของทัพแมวดำ แต่ถูกปล่อยให้ไปเก็บประสบการณ์กับหลายสโมสร ทั้ง ดาร์ลิงตัน, อัลเฟรตัน ทาวน์, เบอร์ตัน อัลเบียน, คาร์ไลเซิล ยูไนเต็ด, เบรนด์ฟอร์ด และ เปรสตัน นอร์ธ เอนด์
สุดท้ายเมื่อเดือนมกราคม ปี 2016 เขาถูกเรียกตัวกลับมาเล่นให้ซันเดอร์แลนด์ และได้ประเดิมเฝ้าเสาในพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ในฤดูกาลดังกล่าว โดยเริ่มจากการเป็นมือสองของ วิโต มานโนเน แต่เมื่อมือ 1 ของทีมบาดเจ็บ เขาก็ได้ลงไปแสดงผลงานและทำได้อย่างยอดเยี่ยมจนติดโผลุ้นรางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำปีของทางพีเอฟเอด้วย

ฤดูกาล 2017-18 เขาถูก เอฟเวอร์ตัน ซื้อตัวมาร่วมทัพด้วยค่าตัวเบื้องต้นถึง 25 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นราคาที่สูงสุดเป็นอันดับ 3 ของผู้เล่นในตำแหน่งผู้รักษาประตูด้วย
นับตั้งแต่นั้นเขากลายเป็นผู้รักาษาประตูตัวหลักของทีมทอฟฟี่สีน้ำเงิน โดยนอกจากความเหนียวหนึบและลูกบินปัดแบบสุดสวยแล้ว อีกหนึ่งคาแร็กเตอร์ประจำตัวของมือกาวรายนี้ คือ ความกวน โดยเฉพาะเวลาที่ต้องดึงเวลาให้กับทีมที่ต้องบอกว่าแสบสุด ๆ
และแม้ว่า เอฟเวอร์ตัน จะไม่ใช่ทีมใหญ่ แต่การมีพิกฟอร์ดเฝ้าเสานั้นก็ช่วยให้ทีมสามารถเก็บแต้มสำคัญในพรีเมียร์ ลีก ได้อยู่เสมอ เพราะเมื่อใดที่ทีมไม่เสียประตู อย่างน้อยพวกเขาก็ยังไม่แพ้ และจากการทำหน้าที่อย่างสม่ำเสมอ ทำให้เขาถูกเรียกตัวไปติดทีมชาติอังกฤษตั้งแต่ปี 2017
ก่อนจะได้ไปเล่นในฟุตบอลโลกครั้งแรกของตัวเอง เมื่อปี 2018 หลังจากนั้นเขายังเป็นกำลังสำคัญของทีมชาติอังกฤษมาโดยตลอด และพาทีมคว้ารองแชมป์ยูโร มาสองสมัย ทั้งยูโร 2020 และ ยูโร 2024
เรียกได้ว่า พิกฟอร์ด ถือเป็นผู้รักษาประตูที่สามารถสร้างศรัทธาและความเชื่อมั่นจากเพื่อนร่วมทีมได้ดีเยี่ยมทั้งกับสโมสรและทีมชาติ ซึ่งต้องมาติดตามกันว่าเส้นทางของเขาจะไปได้ไกลแค่ไหนหลังจากนี้