คิม ยอน คยอง ตำนานนักตบลูกยางหญิงของเกาหลีใต้ ได้รับเกียรติครั้งสำคัญในระดับนานาชาติ หลังถูกยกย่องให้เป็นผู้รับรางวัลฝั่งทวีปเอเชียจาก รางวัล IOC Gender Equality, Diversity and Inclusion Champions Award ซึ่งมอบโดยคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (ไอโอซี) เพื่อยกย่องบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ ความหลากหลาย และการมีส่วนร่วมในวงการกีฬา
รางวัลดังกล่าวมอบเป็นประจำทุกปี โดยมีผู้ได้รับการคัดเลือกทั้งหมด 6 คน ประกอบด้วยผู้ชนะรางวัลระดับโลก 1 คน และตัวแทนจากแต่ละทวีป ได้แก่ แอฟริกา อเมริกา เอเชีย ยุโรป และโอเชียเนีย เพื่อเชิดชูบุคคลที่ผลักดันการมีส่วนร่วม ความเป็นผู้นำ และสภาพแวดล้อมทางกีฬาที่ปลอดภัยและเปิดกว้างสำหรับทุกคน
การได้รับรางวัลครั้งนี้ทำให้คิม ยอน คยอง กลายเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของวงการกีฬาที่ได้รับการยอมรับในระดับโอลิมปิก จากบทบาทในการสนับสนุนโอกาสและการพัฒนานักกีฬาหญิง รวมถึงการสร้างพื้นที่ที่เท่าเทียมในโลกกีฬา
อดีตกัปตันทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติเกาหลีใต้รายนี้ได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนานจากผลงานในสนาม เธอเป็นนักกีฬาที่ผ่านการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกมาแล้ว 3 สมัย และสร้างผลงานโดดเด่นอย่างมากในศึก โอลิมปิกเกมส์ 2012 ที่กรุงลอนดอน เมื่อเธอพาทีมชาติเกาหลีใต้จบอันดับ 4 พร้อมคว้ารางวัลผู้เล่นทรงคุณค่า (MVP) ของการแข่งขัน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการแสดงฝีมือที่น่าจดจำที่สุดในประวัติศาสตร์วอลเลย์บอลโอลิมปิก
นอกจากนี้ คิมยังลงแข่งขันให้ทีมชาติเกาหลีใต้ในศึก โอลิมปิกเกมส์ 2016 และโอลิมปิกเกมส์ 2020 โดยในโตเกียวเกมส์ เธอได้รับเกียรติให้ทำหน้าที่เป็นผู้ถือธงชาติของเกาหลีใต้ในพิธีเปิด ก่อนจะปิดฉากเส้นทางทีมชาติที่ยาวนานถึง 17 ปี
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คิมได้ขยายบทบาทของตัวเองจากนักกีฬาสู่ผู้ผลักดันสังคมกีฬา โดยใช้ชื่อเสียงและอิทธิพลของเธอในการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ สวัสดิภาพนักกีฬา รวมถึงโอกาสสำหรับเยาวชน โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงและนักกีฬาหญิงรุ่นใหม่
หนึ่งในโครงการสำคัญคือการก่อตั้งมูลนิธิคิม ยอน คยอง เมื่อปี 2024 ซึ่งเธอดำรงตำแหน่งประธาน เพื่อสนับสนุนนักกีฬาระดับเยาวชนในระยะยาว และช่วยลดอุปสรรคทางเศรษฐกิจและโครงสร้างที่มักทำให้นักกีฬาหลายคนต้องเลิกเล่นก่อนเวลาอันควร
ผ่านมูลนิธิดังกล่าว ได้มีการพัฒนาโครงการต่าง ๆ เพื่อขยายโอกาสให้กับนักกีฬารุ่นเยาว์ เช่น โครงการทุนการศึกษาที่มอบการสนับสนุนด้านการเงินและแรงจูงใจตามผลงาน เพื่อให้นักกีฬาหญิงที่มีพรสวรรค์สามารถฝึกซ้อมและแข่งขันต่อไปได้โดยไม่ต้องออกจากเส้นทางกีฬา
นอกจากนี้ มูลนิธิยังส่งเสริมกีฬาระดับรากหญ้าด้วยการจัดคลินิกวอลเลย์บอลสำหรับเยาวชน การสนับสนุนอุปกรณ์กีฬา รวมถึงการจัดการแข่งขันวอลเลย์บอลระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้นักกีฬารุ่นใหม่ได้สัมผัสประสบการณ์การแข่งขัน

การสนับสนุนยังขยายไปถึงเส้นทางการพัฒนานักกีฬาทีมชาติ เช่น การมอบเงินสนับสนุนให้กับทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติเกาหลีใต้ รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี หลังจากคว้าแชมป์ระดับทวีป ซึ่งสะท้อนแนวคิดว่าความสำเร็จของนักกีฬาหญิงควรได้รับการยอมรับและการลงทุนไม่ต่างจากนักกีฬาชาย
ขณะเดียวกัน คิมยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาบทบาทของผู้หญิงในวงการกีฬาในระยะยาว ผ่านโครงการให้คำปรึกษาและพัฒนาทักษะ เพื่อช่วยให้นักกีฬาหญิงที่เลิกเล่นหรือหลุดจากทีมสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่บทบาทใหม่ เช่น การเป็นโค้ช หรือทำงานในวงการกีฬา
บทบาทของเธอยังครอบคลุมถึงเวทีระดับนานาชาติ โดยมีส่วนร่วมในกิจกรรมด้านการบริหารกีฬาและการรณรงค์ต่าง ๆ รวมถึงการเข้าร่วมโครงการทูตกีฬาของ Fédération Internationale de Volleyball ระหว่างการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2024 และการเข้าร่วมการประชุมระดับโลกของ World Anti-Doping Agency ในปี 2025
นอกจากนี้ เธอยังผลักดันประเด็นด้านความปลอดภัย ความเป็นธรรม และจริยธรรมในวงการกีฬา ผ่านการสนับสนุนโครงการให้ความรู้แก่นักกีฬา การรณรงค์ด้านความโปร่งใส และการต่อต้านการใช้สารต้องห้าม
ความสำเร็จทั้งในและนอกสนามของคิมยังช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของนักกีฬาหญิงในเกาหลีใต้ให้ได้รับการยอมรับมากขึ้น โดยเธอเน้นย้ำว่าการประเมินคุณค่าของนักกีฬาควรพิจารณาจากผลงาน ความเป็นผู้นำ และความเป็นมืออาชีพ
คิม ยอน คยอง กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการทำงานเพื่อพัฒนานักกีฬารุ่นใหม่ว่า เส้นทางอาชีพของเธอไม่ได้เกิดขึ้นจากความพยายามของตัวเองเพียงลำพัง แต่เกิดจากการสนับสนุนของครอบครัว เพื่อนร่วมทีม โค้ช และแฟนกีฬา
“เมื่อมองย้อนกลับไป ฉันรู้ว่าความสำเร็จในอาชีพไม่ได้เกิดจากตัวฉันคนเดียว การสนับสนุนจากครอบครัว เพื่อนร่วมทีม โค้ช และแฟน ๆ ทำให้ฉันเดินมาถึงจุดนี้ได้”
เธอยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้ตระหนักถึงความสำคัญของระบบการพัฒนานักกีฬาเยาวชนที่มีโครงสร้างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นนักกีฬาที่มีพรสวรรค์ต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านทรัพยากรและสภาพแวดล้อม
“ฉันต้องการสร้างโอกาสและสภาพแวดล้อมที่ดีกว่า เพื่อให้นักกีฬารุ่นใหม่สามารถมุ่งมั่นกับความฝันและเติบโตด้วยความมั่นใจ”
ตำนานนักตบลูกยางรายนี้ยังหวังว่าโครงการของเธอจะไม่เป็นเพียงการสนับสนุนด้านการเงินเท่านั้น แต่จะเป็นระบบแห่งกำลังใจที่ทำให้นักกีฬารุ่นใหม่รู้สึกว่าพวกเขาได้รับการมองเห็น การปกป้อง และการสนับสนุนอย่างแท้จริง พร้อมกับหวังว่าวงจรการช่วยเหลือนี้จะถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อไปในอนาคต